
เชื่อว่าคนไทยสมัยนี้ (ที่ไม่ใช่ชาวนา) น้อยคนที่จะรู้ความสำคัญของ “วันพืชมงคล” และ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” เนื่องจากเป็นพิธีที่จัดขึ้นโดยสำนักพระราชวังและถ่ายทอดสดให้ชมผ่านหน้าจอทีวีเท่านั้น ส่วนประชาชนที่จะเข้าร่วมได้ก็คือ “ชาวนา” ที่มักจะไปรอหลังจากเสร็จสิ้นพิธี เพื่อที่จะเข้าไปเก็บเมล็ดข้าวในพิธีมาเป็นเมล็ดพันธุ์มงคลให้แก่ผืนนาของตนเอง
แม้ปีนี้จะงดจัดพระราชพิธีแบบเดิม มีเพียงการจัดพิธีเป็นการภายในเท่านั้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่อย่างไรก็ตามพระราชพิธีนี้มีความสำคัญกับคนไทยเป็นอย่างมากในฐานะที่มีความเกี่ยวข้องกับอาชีพชาวนาและข้าว ซึ่งถือเป็นอาหารหลักของคนไทย ดังนั้นเราคนไทยก็ควรทำความรู้จักพิธีโบราณนี้เอาไว้ก็ไม่เสียหลาย ในโอกาสนี้ ได้รวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “วันพืชมงคล” และ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” มาฝากกัน ดังนี้
- “จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
สำหรับประวัติของ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” นั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีข้อมูลเผยแพร่เรื่องราวไว้ว่า เป็นพิธีที่มีความสิริมงคลและช่วยบำรุงขวัญเกษตรกร กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกหรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนา อันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย แต่ไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอนไว้เหมือนกับวันในพระราชพิธีอื่น โดยเลือกจากวันที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมในเดือนหกนั่นเอง
พระราชพิธีฯ นี้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น ครั้งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน เหมือนกับสมัยกรุงสุโขทัย และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน แต่จะมอบอาญาสิทธิ์ให้ เจ้าพระยาจันทกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์ โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
- “จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ในสมัยรัตนโกสินทร์
ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการประกอบพระราชพิธีนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แต่ผู้ทำการแรกนาเปลี่ยนเป็นเจ้าพระยาพลเทพ คู่กันกับการยืนชิงช้า แต่พอถึงรัชกาลที่ 3 ให้ถือว่าผู้ใดยืนชิงช้าผู้นั้นเป็นผู้แรกนา ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้น พระราชพิธีพืชมงคลจึงได้เริ่มมีขึ้นแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

- ทำไมต้องมีพิธี “แรกนาขวัญ”
สาเหตุที่ทำให้เกิดมีพระราชพิธีนี้ขึ้นก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่นและความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง แต่การทำนานั้นก็มักจะมีอุปสรรคอยู่ เช่น บางปีน้ำฝนน้ำท่ามากไปน้อยไป ด้วงเพลี้ยและสัตว์ต่างๆ จะบังเกิดเป็นเหตุอันตราย จนทำนาไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ซึ่งพิธีนี้ก็เป็นพิธีสำคัญที่ใช้สำหรับเสี่ยงทายให้รู้ปัญหาล่วงหน้าจะได้หาทนทางแก้ไข โดยอาศัยคำอธิษฐาน มีการใช้อุปกรณ์และสัตว์อย่างพระโคเข้ามาใช้ในพิธีการเสี่ยงทายว่าปีนั้นๆ การทำนาปลูกข้าวจะอุดมสมบูรณ์ดีหรือไม่ หรือจะประสบปัญหาหรืออันตรายด้านใดบ้าง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความมุ่งหมายของพิธีแรกนาขวัญอยู่ที่การทำให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา แม้จะเป็นความจำเป็นสำหรับบ้านเมืองในสมัยโบราณอย่างไร ถึงปัจจุบันนี้คงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย
- พิธีกรรมที่ต้องทำมีทั้งพิธีพุทธและพิธีพราหมณ์
ใน “พิธีแรกนาขวัญ” นอกเหนือจากพระเจ้าแผ่นดินหรือผู้แทนพระองค์จะลงมือไถนาให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรแล้ว ยังต้องประกอบไปด้วยพิธีกรรมที่ต้องจัดขึ้น 2 พิธีรวมกัน คือ
– พระราชพิธีพืชมงคล: อันเป็นพิธีสงฆ์ทางพุทธศาสนา ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต้องอาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้ง หรือทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนา เป็นต้น
– พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ: อันเป็นพิธีพราหมณ์ ซึ่งจะประกอบพระราชพิธี ณ มณฑลพิธีสนามหลวง ซึ่งเป็นการบูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์
- องค์ประกอบสำคัญในพิธี : พระยาแรกนาและเทพีทั้งสี่
แต่ก่อนพิธีนี้ได้หยุดไประยะหนึ่ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟูพิธีนี้กลับมา และสมัยนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ได้ทรงปรับปรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัยอีกด้วย มาถึงองค์ประกอบสำคัญในพระราชพิธีฯ เริ่มจาก “พระยาแรกนา” ในช่วงแรกๆ ของการฟื้นฟูพิธีนี้กลับมา ผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้ก็คือ “อธิบดีกรมการข้าว” ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปีนั้นๆ สำหรับ “เทพีทั้งสี่” พิจารณาคัดเลือก จากภริยาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ต่อมาภายหลังผู้ที่จะทำหน้าที่เป็น “พระยาแรกนา” ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตำแหน่ง ส่วนผู้ที่มาทำหน้าที่เป็นเทพีคู่หาบทอง และคู่หาบเงินนั้น ได้ทำการพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชการหญิงโสดในสังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ที่มีตำแหน่งตั้งแต่ข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นโทขึ้นไป

- องค์ประกอบสำคัญในพิธี :ข้าว ถั่ว งา
สำหรับธัญพืชหลักๆ ที่ต้องนำมาใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้แก่ ข้าว (ในภาษาบาลีเรียกว่าปุพพัณณะ หรือบุพพัณณะ หรือ บุพพัณณชาติ) นอกจากนี้ยังมี พืชจำพวกถั่วงา (ในภาษาบาลีเรียกว่าอปรัณณ หรืออปรัณชาติ) เป็นต้น ถ้าเรียกควบทั้งสองอย่างก็เรียกว่า บุพพัณณปรัณณชาติ ที่หมายถึงพืชที่เป็นอาหารทุกชนิด
สำหรับบุพพัณณปรัณณชาติที่นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลนั้น มีทั้งข้าวเปลือก ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว เผือกมันต่างๆ และเมล็ดพืชต่างๆ รวม 40 อย่าง แต่ละอย่างบรรจุถุงผ้าขาว ซึ่งพันธุ์พืชเหล่านี้ต้องสามารถนำไปปลูกและงอกได้ทั้งสิ้น สำหรับข้าวเปลือกที่จะต้องนำมาหว่านในพิธีแรกนา เป็นข้าวพันธุ์ดีที่ในหลวงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปลูกในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดารโหฐาน และพระราชทานมาให้ใช้ในพระราชพิธีพืชมงคล โดยบรรจุใส่กระเช้าทองหนึ่งคู่และกระเช้าเงินหนึ่งคู่
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
![]()
